<?xml version="1.0" encoding="ISO-8859-1"?>

<!DOCTYPE rss PUBLIC "-//Netscape Communications//DTD RSS 0.91//EN"
 "http://my.netscape.com/publish/formats/rss-0.91.dtd">

<rss version="0.91">

<channel>
<title>กู้ชีพนเรนทรอุตรดิตถ์  ศูนย์นเรนทรที่ 11  โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ </title>
<link>http://www.uttaradit-hosp.go.th/ems</link>
<description>กู้ชีพนเรนทรอุตรดิตถ์  ศูนย์นเรนทรที่ 11  อุตรดิตถ์ www.uttaradit-hosp.go.th/ems</description>
<language>en-us</language>

<item>
<title>โรคถุงลมอุดกั้นเรื้อรัง COPD</title>
<link>http://www.uttaradit-hosp.go.th/ems/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=17</link>
<description><strong>
<p>
<strong>โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Chronic Bronchitis)</strong> <strong>และโรคถุงลมปอดโป่งพอง (Pulmonary Emphysema)</strong> เกือบทั้งหมดเป็นผลจากการ ที่เราหายใจเอามลภาวะ ที่เป็นพิษ ซึ่งอาจอยู่ในรูปก๊าซ หรือฝุ่นเข้าไป ทำให้มีการอักเสบ และมีการทำลาย ระบบทางเดินหายใจคือ หลอดลมและปอด โรคนี้เกือบทั้งหมดจะเกิดร่วมกัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีหลอดลมอักเสบมากกว่า แต่บางรายอาจมีถุงลมปอดโป่งพองมากกว่า น้อยรายที่จะเกิดเพียงอย่างเดียว <strong>ทางการแพทย์จึงมักเรียกรวมกันว่า โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease หรือ COPD) โรคนี้พบบ่อยมาก </strong>
</p>
<br />
โรคนี้คืออะไร 
<p>
คำจำกัดความ ของโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease หรือ COPD) หมายถึง <strong>การอักเสบของหลอดลม และของปอด (ถุงลม) เป็นผลที่เราหายใจ เอาสารที่เป็นพิษ ในอากาศเข้าไปในปอด ทำให้เกิดมีการอักเสบ และมีการทำลายหลอดลมและเนื้อปอดขึ้น </strong>
</p>
<div class="img-center clearfix">
<div class="p" align="center">
<div style="text-align: center">
<img src="http://www.bangkokhospital.com/images/img/cough37.jpg" border="0" alt="Bangkok Hospital Chest &amp; Respiratory Care Center" width="200" height="186">
</div>
<strong>รูปที่ 1 <br />
</strong>
</div>
<div class="p" align="center">
<div style="text-align: center">
<img src="http://www.bangkokhospital.com/images/img/emphysema02.jpg" border="0" alt="Bangkok Hospital Chest &amp; Respiratory Care Center" width="191" height="152">
</div>
<br />
<strong>รูปที่ 2</strong> 
</div>
</div>
<br />
<p>
<strong>รูปที่1</strong> เป็นรูปปอด จะเห็นได้ว่าเมื่ออากาศผ่านหลอดลมใหญ่ (Trachea) ลงไปถึงหลอดลมรอง (Bronchi) ซึ่งจะแยกต่อไปจนถึงหลอดลมเล็ก (Bronchiole) ลงไปถึงจุดสุดท้ายคือ ถุงลม (Alveoli) ซึ่งเป็นที่แลกเปลี่ยนอากาศที่หายใจเข้าไปในปอดกับเลือด 
</p>
<p>
<strong>รูปที่ 2</strong> เป็นรูปหลอดลมขนาดเล็กในคนปกติ (ลูกศรชี้ )จะเห็นได้ว่าเป็นท่อ มีผนังบาง ไม่มีกระดูกอ่อนบุอย่างหลอดลมใหญ่ และมีผนังของถุงลมยึดดึงอยู่กันไม่ให้หลอดลมตีบแฟบได้ง่าย 
</p>
<div class="img-center clearfix">
<div class="p" align="center">
<div style="text-align: center">
<img src="http://www.bangkokhospital.com/images/img/emphysema03.jpg" border="0" alt="Bangkok Hospital Chest &amp; Respiratory Care Center" width="180" height="134">
</div>
<br />
<strong>รูปที่ 3 <br />
</strong>
</div>
<div class="p" align="center">
<div style="text-align: center">
<img src="http://www.bangkokhospital.com/images/img/emphysema04.jpg" border="0" alt="Bangkok Hospital Chest &amp; Respiratory Care Center" width="180" height="176">
</div>
<br />
<strong>รูปที่ 4</strong> 
</div>
</div>
<br />
<p>
<strong>รูปที่ 3 </strong>เป็นรูปหลอดลมขนาดเล็กในคนที่เป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (ลูกศรชี้) จะเห็นได้ว่าหลอดลมของผู้ป่วยนั้นหนาและบวมทำ ให้ขนาดรูของหลอดลมเล็กลง นอกนั้นยังมีเสมหะในรูของหลอดลมอีกด้วยซึ่งยิ่งทำให้หลอดลมตีบมากขึ้น ผนังของถุงลมที่มาเกาะยึดมีจำนวนน้อยลง 
</p>
<p>
<strong>รูปที่ 4</strong> เป็นรูปวาดของหลอดลมที่มีการอักเสบเรื้อรัง ผนังจะหนาและมีเสมหะเพิ่มขึ้นในหลอดลม 
</p>
<div class="img-center clearfix">
<div class="p" align="center">
<div style="text-align: center">
<img src="http://www.bangkokhospital.com/images/img/emphysema05.jpg" alt="Bangkok Hospital Chest &amp; Respiratory Care Center" width="150" height="197">
</div>
<br />
<strong>รูปที่ 5</strong> 
</div>
<div class="p" align="center">
<div style="text-align: center">
<img src="http://www.bangkokhospital.com/images/img/emphysema06.jpg" alt="Bangkok Hospital Chest &amp; Respiratory Care Center" width="149" height="159">
</div>
<br />
<strong>รูปที่ 6</strong> 
</div>
</div>
<br />
<p>
<strong>รูปที่ 5 </strong>เป็นรูปปอดของคนปกติฝานให้เห็นเนื้อปอดด้านข้างที่ปกติจะเรียบ 
</p>
<p>
<strong>รูปที่ 6</strong> เป็นรูปปอดด้านข้างของคนที่เป็นถุงลมปอดโป่งพอง (Emphysema) ซึ่งบริเวณเนื้อปอดถูกทำลายจะเป็นรูพรุนสีดำ 
</p>
<div class="img-center clearfix">
<div class="p" align="center">
<div style="text-align: center">
<img src="http://www.bangkokhospital.com/images/img/emphysema07.jpg" alt="Bangkok Hospital Chest &amp; Respiratory Care Center" width="150" height="200">
</div>
<br />
<strong>รูปที่ 7</strong> <br />
<br />
</div>
<div class="p" align="center">
<div style="text-align: center">
<img src="http://www.bangkokhospital.com/images/img/emphysema08.jpg" alt="Bangkok Hospital Chest &amp; Respiratory Care Center" width="190" height="135">
</div>
<br />
<strong>รูปที่ 8</strong> 
</div>
</div>
<br />
<p>
<strong>รูปที่ 7 </strong>เป็นรูปปอดด้านข้างของคนที่เป็นถุงลมโป่งพองแต่ฝานเป็นแผ่นบางๆ เห็นอากาศผ่านไปด้านหลังได้ ตรงรูพรุนคือ บริเวณที่เนื้อปอดถูกทำลายไป ผู้ป่วยรายนี้เป็นมากกว่าผู้ป่วยรายแรก (รูปที่ 6) เนื่องจากเนื้อปอดมีความสำคัญในการหายใจออก เพราะขณะหายใจออกตามปกตินั้น เราไม่ต้องออกแรงหายใจ ลมจะถูกไล่ออกจากปอดโดยแรงดีดกลับ (Elastic Recoil) ของปอด ถ้าปอดถูกทำลาย แรงนี้ลดลง ทำให้อากาศไหลออกช้าลง และอาจยังมีอากาศค้างเหลืออยู่ในปอดเมื่อเราเริ่มหายใจเข้าใหม่ (Air Trapping) เป็นผลให้ปอดมีปริมาตรมากกว่าปกติ (Hyperinflation of Lungs) แต่การยืดหดตัวของปอดทำได้น้อยกว่าปกติ 
</p>
<p>
<strong>รูปที่ 8 </strong>เป็นรูปขยายของปอดคนปกติ เปรียบเทียบกับปอดของผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงลมปอดโป่งพองอย่างรุนแรง 
</p>
<p>
<strong>(รูปที่9)</strong> 
</p>
<div class="img-center clearfix">
<div class="p" align="center">
<div style="text-align: center">
<img src="http://www.bangkokhospital.com/images/img/emphysema09.jpg" alt="Bangkok Hospital Chest &amp; Respiratory Care Center" width="200" height="150">
</div>
<br />
<strong>รูปที่ 9</strong> 
</div>
<div class="p" align="center">
<div style="text-align: center">
<img src="http://www.bangkokhospital.com/images/img/emphysema10.jpg" alt="Bangkok Hospital Chest &amp; Respiratory Care Center" width="200" height="185">
</div>
<br />
<strong>รูปที่ 10</strong> 
</div>
</div>
<br />
<p>
<strong>รูปที่ 10</strong> เป็นรูปวาดแสดงให้เห็นว่า เมื่อเกิดหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และถุงลมปอดโป่งพอง ขณะหายใจออกความดันในหลอดลมลดลงเร็วกว่าในถุงลม ทำให้หลอดลมขนาดเล็ก (Bronchiole) ถูกกดให้ตีบตันลง (Expiratory Dynamic Airway Compression) ทำให้เราต้องออกแรงหายใจเพิ่มขึ้น และเป็นสาเหตุที่สำคัญอีกอันหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยหายใจออกลำบากขึ้นและมีลมค้างในปอดมากขึ้น 
</p>
อาการและการวินิจฉัยโรค 
<p>
ประวัติที่พบบ่อย คือ ผู้ป่วยให้ประวัติว่าสูบบุหรี่จัด สูบมาเป็นเวลานาน และมีอาการไอเรื้อรัง <strong>ระยะแรกๆ มักไอตอนเช้าหลังตื่นนอน ไอแห้งๆ หรือมีเสมหะเล็กน้อยเป็นเสมหะใสๆ ป่วยเป็นหวัดง่าย</strong> ระยะนี้อาการเหนื่อยยังไม่มีหรือถ้ามีก็มีไม่มาก อยู่ๆ ก็มีอาการเหนื่อยหอบหลังมีการอักเสบของหลอดลมหรือปอด เช่น เป็นไข้หวัด หายใจมีเสียงหืด <strong>ระยะหลังจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจลำบากเพิ่มขึ้น อาการจะเลวลงเรื่อยๆ แม้จะงดสูบบุหรี่แล้วก็ตาม และผลที่สุดตายจากภาวะการหายใจล้ม </strong>ผู้ป่วยหลายรายไม่เข้าใจว่าเมื่อตนเองหยุดสูบบุหรี่ มานานแล้วและตอนนั้นก็ไม่มีอาการอะไร ทำไมมามีอาการเหนื่อยภายหลังได้ 
</p>
<div class="img-center clearfix">
<div class="p">
<br />
&nbsp;
</div>
</div>
<div class="img-center clearfix">
<div class="p" align="center">
<div style="text-align: center">
<img src="http://www.bangkokhospital.com/images/img/emphysema15.jpg" alt="Bangkok Hospital Chest &amp; Respiratory Care Center" width="140" height="165">
</div>
<br />
<strong>รูปที่ 15</strong> 
</div>
</div>
<br />
<p>
เอกซ์เรย์ปอดจะพบว่าเนื้อปอดจะดำกว่าปกติ กระบังลมถูกกดแบนลง ทรวงอกขยายโตขึ้นเพราะปริมาตรปอดโตขึ้น และเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงปอดส่วนรอบนอกลดลง 
</p>
<p>
<strong>(รูปที่ 15)</strong> 
</p>
<div class="img-center clearfix">
<div class="p">
<div style="text-align: center">
<img src="http://www.bangkokhospital.com/images/img/emphysema16.jpg" alt="Bangkok Hospital Chest &amp; Respiratory Care Center" width="270" height="140">
</div>
<br />
<strong>27</strong>-year-old woman with a normal PA radiograph (left) whose HRCT scan (right) early subtle changes of emphysema (A). Relatively narrow windows (750-1500) are required to recognize minimal low-attenuation abnormalities on HRCT. <br />
<strong>รูปที่ 16</strong> 
</div>
</div>
<br />
<p>
เอกซ์เรย์ปอดนั้นไม่ไวในการวินิจฉัยโรคเมื่อเทียบกับการตรวจด้วยเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ ดังเช่นใน 
</p>
<p>
<strong>รูปที่ 16</strong> ซึ่งเอกซ์เรย์ปอดนั้นปกติแต่เอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์พบว่ามีถุงลมโป่งพองแล้ว (ตรงลูกศรชี้) 
</p>
<div class="img-center clearfix">
<div class="p">
<div style="text-align: center">
<img src="http://www.bangkokhospital.com/images/img/emphysema17.jpg" alt="Bangkok Hospital Chest &amp; Respiratory Care Center" width="240" height="191">
</div>
<br />
<strong>Specimen</strong> radiograph (left) and HRCT scan (right) shows the typical, poorly defined, low-attenuation lesions of emphysema (A). Note the absence of definable walls around the areas of low attenuation <br />
<strong>รูปที่ 17</strong> 
</div>
</div>
<br />
<p>
<strong>รูปที่ 17 </strong>เป็นเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ที่แสดงว่า มีถุงลมปอดโป่งพองซึ่งเป็นพื้นที่ว่างสีดำถ่ายเทียบกับปอดผู้ป่วยคนเดียวกันที่ถ่ายเมื่อตายแล้ว การตรวจสมรรถภาพปอดอื่นๆ ที่อาจช่วยการวินิจฉัยโรค ได้แก่ การตรวจปริมาตรปอด (Total Lung Capacity) การตรวจหาการแลกเปลี่ยนก๊าซในปอด (Diffusing Capacity) การตรวจหาค่าก๊าซในเลือดแดง (Arterial Blood Gases) การตรวจอื่นๆ ใช้ในการวิจัยมากกว่าการรักษา 
</p>
การรักษาทางยา 
<p>
โดยที่อาการของผู้ป่วยคือ อาการหอบเหนื่อย หายใจลำบากเมื่อออกกำลัง ทำให้ผู้ป่วยออกกำลังไม่ได้ ผลทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพเสื่อมลง ทั้งร่างกาย และจิตใจ อาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก เป็นผลจากการตีบ ของหลอดลมเนื่องจาก มีการอักเสบ การหดเกร็งของกล้ามเนื้อบุหลอดลม จากเสมหะในหลอดลม และจากหลอดลมขนาดเล็ก (Bronchiole)&nbsp; ถูกกดให้ตีบตันลง(Expiratory Dynamic Airway Compression) ขณะหายใจออก <strong>ยาที่ใช้จึงมี 5 ประเภทคือ</strong> 
</p>
<ol>
	<li>ยาลดการอักเสบ ได้แกยาที่ลดปฎิกริยาการอักเสบ เช่น พวก Corticosteroids </li>
	<li>ยาขยายหลอดลม </li>
	<li>ยาละลายเสมหะ </li>
	<li>ยาฆ่าเชื้อโรค เมื่อมีการติดเชื้อโรคในทางเดินหายใจและปอด </li>
	<li>การให้ออกซิเจนที่บ้านตามความจำเป็น </li>
</ol>
<p>
<strong>ในปัจจุบันมีแนวโน้มว่า การใช้ยาที่เหมาะสม อาจทำให้สมรรถภาพปอดดีขึ้น และอาจมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น</strong> มียาหลายชนิด ที่กำลังอยู่ในระยะทดลอง และมีแนวโน้มว่าจะใช้ได้ผลดี การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อผู้ป่วยมีอาการกำเริบของโรค (Acute Exacerbation) มีความสำคัญมาก อาการคือ ไอบ่อยขึ้น เสมหะเพิ่มขึ้น เสมหะเปลี่ยนลักษณะเป็นคล้ายหนอง และเหนื่อยมากขึ้น เพราะถ้ายิ่งมาช้ายิ่งรักษายากขึ้น ผู้ป่วยพวกนี้ส่วนใหญ่ตายจากภาวะการหายใจล้ม ซึ่งมักเกิดตามหลังการติดเชื้อทางระบบหายใจ และผู้ป่วยมาหาแพทย์ช้าเกินไป 
</p>
การรักษาทางการผ่าตัด 
<p>
การผ่าตัด เป็นการบรรเทาอาการของโรค และยังทำกันน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยที่มีอยู่ ในผู้ป่วยที่มีถุงลมปอดโป่งพอง เป็นถุงใหญ่ และเนื้อปอดรอบๆ ที่ยังพอทำงานได้ดี&nbsp; การตัดเอาถุงลมนั้นออกไป จะทำให้ผู้ป่วยเหนื่อยน้อยลงได้ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคระยะท้ายๆ การผ่าตัดอาจช่วยได้แต่ต้องเลือกผู้ป่วยให้เหมาะสม&nbsp; และมีผู้ป่วยเป็นส่วนน้อย ที่ได้ผลดีจากการผ่าตัด ได้แก่ผู้ป่วยที่โรคส่วนใหญ่ อยู่ในส่วนบนของปอดกลีบบน และโรคกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ยังมีเนื้อปอดที่ดีเหลืออยู่บ้าง การตัดปอดบางส่วนที่เสียออกไป เพื่อลดปริมาตรปอด (Lung Volume Reduction Surgery หรือ LVRS) อาจทำให้กล้ามเนื้อช่วยการหายใจ โดยเฉพาะกระบังลมทำงานได้ดีขึ้น การผ่าตัดเปลี่ยนปอด (Lung Transplantation) ก็มีผู้ทำกัน แต่ควรทำในที่ๆ มีความชำนาญเท่านั้น 
</p>
การรักษาที่ไม่ใช่ทางยา 
<p>
อาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบากของผู้ป่วย อาจไม่ได้มาจากโรคปอดทั้งหมด ผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก ที่อาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบากทำงานไม่ได้ เพราะเป็นผลมาจากกล้ามเนื้อทั่วไปและ/หรือกล้ามเนื้อช่วยหายใจอ่อนกำลังลง (Peripheral and Respiratory Muscle Dysfunction) จากการที่ผู้ป่วย ไม่ได้ออกกำลัง ดังนั้นการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยที่เหมาะสม จึงเป็นหน้าที่หลักอย่างหนึ่ง ของหน่วยกายภาพบำบัด และฟื้นฟูสมรรถภาพปอด (Pulmonary Physical Therapy and Rehabilitation) ที่ต้องทำไม่ว่าขณะที่ผู้ป่วยมีอาการตามปกติ มีการกำเริบของโรค หรือหลังรื้อฟื้นจากการเจ็บป่วย นอกเหนือจากการแนะนำ การหายใจที่ถูกวิธี การออกกำลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ของกล้ามเนื้อหายใจ การระบายเสมหะ <br />
<br />
</p>
</strong>
</description>
</item>

<item>
<title>อุบัติเหตุ</title>
<link>http://www.uttaradit-hosp.go.th/ems/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=16</link>
<description><p>
<font size="4">เมื่อเวลา 05.20 น.ของวันที่ 8 มีนาคม 2552&nbsp; ศูนย์กู้ชีพนเรนทรอุตรดิตถ์&nbsp; ได้รับแจ้งเหตุทางสายด่วน 1669&nbsp;&nbsp; ว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์ตู้ชนกับรถ 10 ล้อ&nbsp; บริเวณสามแยกบึงหลัก&nbsp; ถนนสายเอเซีย 11 กม.99&nbsp; มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย&nbsp; ศูนย์นเรนทรอุตรดิตถ์ จัดส่งรถหน่วยบริการระดับสูง กู้ชีพนเรนทรอุตรดิตถ์ โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ 1 คัน และรถหน่วยบริการระดับพื้นฐาน 4 คัน&nbsp; ออกช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ<br />
<br />
ที่เกิดเหตุพบรถตู้โดยสารไม่ประจำทาง Toyota D4D สีบรอนด์เทา หมายเลขทะเบียน ฮค.1002 กทม. สภาพด้านหน้าพังยับเยิน&nbsp; ห่างออกไปประมาณ 100 เมตรพบรถ 10 ล้อ&nbsp;Hino หัวสีบรอนท์เดา&nbsp; หมายเลขทะเบียน&nbsp; 80-8863&nbsp; สุโขทัย มีรอยชนล้อด้านหน้าซ้าย&nbsp; ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 ราย ดังนี้<br />
1. นายสมชาย&nbsp; หิรัญญลาวัลย์&nbsp;&nbsp; อายุ 66 ปี&nbsp; 31 ต.ตะพานหิน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร<br />
2. นางสิริมา&nbsp; หิรัญญลาวัลย์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อายุ&nbsp;52 ปี&nbsp; 31 ต.ตะพานหิน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร<br />
3. นายสุรพล&nbsp; หิรัญญลาวัลย์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อายุ&nbsp;62 ปี&nbsp; 31 ต.ตะพานหิน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร<br />
4. นายสารัช&nbsp; หิรัญญลาวัลย์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อายุ&nbsp;15 ปี&nbsp; 31 ต.ตะพานหิน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร<br />
5. นางอัจฉรา&nbsp; หิรัญญลาวัลย์&nbsp;&nbsp;&nbsp; อายุ&nbsp;57 ปี&nbsp; 50-52 ต.ตะพานหิน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร<br />
6. นายอานนท์&nbsp; หิรัญญลาวัลย์&nbsp;&nbsp; อายุ 65 ปี&nbsp; 50-52 ต.ตะพานหิน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร<br />
7. นางคนึงจันทร์&nbsp; หิรัญญลาวัลย์&nbsp;อายุ&nbsp;55 ปี&nbsp;&nbsp;132/2 ซ.ม.หอการค้าไทย กทม.</font> 
</p>
</description>
</item>

<item>
<title>ครม.อนุมัติ 1,355 ตำแหน่งข้าราชการพลเรือน ให้บุคลากร สธ.8 สาขา</title>
<link>http://www.uttaradit-hosp.go.th/ems/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=15</link>
<description><p>
<font size="2">
<div style="text-align: center">
<img style="width: 134px; height: 127px" src="http://www.emsthai.net/mn/modules/activeshow_lightbox/images/1199936403.gif" alt=" " width="134" height="127"> 
</div>
<br />
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ มีมติอนุมัติตำแหน่งข้าราชการพลเรือน ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่จบเมื่อพ.ศ. 2545-2548 ทำงานในสถานพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศจำนวน 1,355 ตำแหน่ง เพื่อแก้ปัญหาสมองไหล โดยเฉพาะพยาบาล ในปี 2550 มีพยาบาลจบใหม่ลาออกจำนวน 300 คน คาดหากไม่มีตำแหน่งรองรับ ปัญหาจะหนักขึ้น ไม่มีพยาบาลดูแลคนป่วย </font>
</p>
<p>
<font size="2">นายแพทย์มรกต กรเกษม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติตำแหน่งข้าราชการใหม่ ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ซึ่งจบการศึกษาจากสถาบันผลิตของกระทรวงสาธารณสุข ระหว่างพ.ศ. 2545-2548 ที่ปฏิบัติงานในสถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว ได้เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ จำนวน 1,355 อัตรา ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งสาขาขาดแคลน ที่ขอเพิ่มใหม่จากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน </font>
</p>
<p>
<font size="2">นายแพทย์มรกตกล่าวว่า สาเหตุที่กระทรวงสาธารณสุข จำเป็นต้องขอตำแหน่งเพิ่มใหม่เป็นกรณีพิเศษเร่งด่วน เนื่องจากขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขกำลังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรรุ่นใหม่อย่างหนัก โดยเฉพาะสาขาพยาบาลวิชาชีพ ซึ่งต้องขึ้นเวรเฝ้าผู้เจ็บป่วยตลอด 24 ชั่วโมง ในปี 2550 มีพยาบาลวิชาชีพจบทั้งหมด 1,500 คน ในจำนวนนี้ลาออก 300 คน หรือประมาณร้อยละ 25 เนื่องจากเป็นลูกจ้างชั่วคราว ค่าตอบแทนต่ำกว่าเอกชน 3-4 เท่าตัว งานหนักกว่า ซึ่งหากรอบรรจุตามมติของครม.เมื่อพ.ศ. 2548 ที่กำหนดให้ใช้ตำแหน่งว่างจากผู้เกษียณราชการ ซึ่งมีปีละประมาณ 300-400 คน ก็จะต้องรอไปถึงปี 2553 จึงได้บรรจุครบทุกคน จึงต้องเร่งหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน </font>
</p>
<p>
<font size="2">สำหรับตำแหน่งใน 8 สาขาที่จะได้รับบรรจุเป็นข้าราชการครั้งนี้ ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 596 คน เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ 56 คน เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน 381 คน เจ้าพนักงานเภสัชกรรม 172 คน เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข 87 คน เจ้าหน้าที่เวชสถิติ 40 คน เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา 18 คน และ เจ้าพนักงานเวชกรรมฟื้นฟู 5 คน และกระทรวงสาธารณสุขจะได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดดำเนินการบรรจุแต่งตั้งต่อไป </font>
</p>
<p>
<font size="2">******************************************* 8 มกราคม 2551</font> 
</p>
</description>
</item>

<item>
<title>ผื่นลมพิษ (Urticaria)</title>
<link>http://www.uttaradit-hosp.go.th/ems/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=14</link>
<description><div>
<font size="2"><font color="#3366ff">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผื่นลมพิษ เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยพอควรในเด็กทั่วไป ซึ่งจะเป็นลักษณะ เป็นผื่นปื้นหนาๆ กระจายทั่วตัว หรือเป็นมากในบางส่วนของร่างกาย มีสีแดง เห่อ และจะมีอาการคันมาก </font></font>
</div>
<br />
<div>
<font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<font color="#ff0099">ผื่นลมพิษนี้ อาจมีลักษณะแตกต่างไป ในบางครั้งจะรวมกัน เป็นปื้นหนา หรือ อาจมีจุดขาวซีดๆ ตรงกลาง ขณะที่ขอบโดยรอบจะหนานูนแดง ซึ่ง ผื่นลมพิษเหล่านี้ มักจะทุเลาลงเอง และหายได้ ในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง หรือ 1-2 วัน และในบางครั้ง อาจกลับเป็นขึ้นมาใหม่ได้อีก ในรายที่เป็นๆหายๆ นานเกิน 6 อาทิตย์ ถือว่าเป็นแบบ ลมพิษเรื้อรัง ซึ่งอาจต้องมีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และทานยาต่อเนื่อง</font></font> 
</div>
<br />
<div>
<font size="2"><font color="#cc3300"><strong>&nbsp;เด็กๆจะมี ลมพิษ ขึ้นได้จากหลายสาเหตุได้แก่</strong></font> </font>
</div>
<br />
<ul>
	<li>
	<div>
	<font size="2" color="#cc00cc">การแพ้สารอาหาร เช่น ปลา, ถั่วบางชนิด, ไข่, ถั่วลิสง, สารอื่นที่ใส่ ในอาหาร ที่ทาน เช่น สารกันบูด, สารแต่งสี แต่งกลิ่น ฯลฯ&nbsp;</font> 
	</div>
	</li>
	<li>
	<div>
	<font size="2"><font color="#ff0000">การแพ้ยา เช่น การแพ้ยา เพนนิซิลิน</font> </font>
	</div>
	</li>
	<li>
	<div>
	<font size="2"><font color="#0000ff">การแพ้แมลง เช่น มด, ตัวบุ้ง ฯลฯ</font> </font>
	</div>
	</li>
	<li>
	<div>
	<font size="2"><font color="#669933">การแพ้ต้นไม้ หรือ สัตว์บางชนิด เช่น เกสรหญ้า, เกสรดอกไม้, ต้นหมามุ่ย, ขนแมว, ยางของต้นไม้ หรือ พืชบางชนิด</font> </font>
	</div>
	</li>
	<li>
	<div>
	<font size="2"><font color="#cc3300">ปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่น อากาศร้อนมาก, เย็นมาก, แสงแดด, การออกกำลังกาย, การถูไถ อาจทำให้เกิดลมพิษขึ้นได้เช่นกัน</font> </font>
	</div>
	</li>
	<li>
	<div>
	<font size="2">การติดเชื้อซึ่งพบได้ เช่น พยาธิ, ตับอักเสบ, การติดเชื้อสเตรป์ ฯลฯ </font>
	</div>
	</li>
	<li>
	<div>
	<font size="2" color="#ff0099">สาเหตุอื่นๆ ที่อาจเกิดได้แต่พบน้อยในเด็ก เช่น มะเร็งบางชนิด, ภาวะทัยรอยด์ทำงานมาก (Hyperthyroidism) , โรคเลือดบางชนิด</font> 
	</div>
	</li>
</ul>
<div>
<br />
<font size="2">&nbsp;<img src="http://www.clinicdek.com/image_content/di0026_2.jpg" alt="" width="130" height="98" align="left">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#0066ff"> พบว่า มีเด็กประมาณ 1 ใน 5 ราย ที่จะเคยมีผื่นลมพิษขึ้นตามตัว ในช่วงหนึ่งของชีวิตวัยเด็ก และเด็กผู้หญิงจะมีโอกาสเกิดลมพิษได้มากกว่าเด็กผู้ชายเล็กน้อย ไม่ว่าสาเหตุของลมพิษจะเกิดจากอะไร แต่พบว่าความเครียด หรือ วิตกกังวล จะทำให้ผื่นลมพิษเป็นมากขึ้น หรือแย่ลงได้ </font></font>
</div>
<br />
<div>
<font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#ff3300"> เมื่อคุณพบว่าลูกมีผื่นลมพิษ คุณควรจะพยายามนึกถึงกิจกรรม ที่เขาเพิ่งทำ หรือชนิดของอาหารที่เขาเพิ่งทานในช่วงเวลา ที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน เช่น ลูกเพิ่งออกไปเล่นที่สนามหญ้า, ปีนต้นไม้, หรือ เพิ่งทานอาหารพิเศษบางอย่าง เช่น ขนมสี สดใส หรือ อาหารทะเล หรือ เพิ่งทานยาบางอย่าง ที่อาจเกิดการแพ้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาในกลุ่มเพนนิซิลิน, แอมพิซิลิน หรือ เพิ่งเอาครีมบางอย่างมาทาผิว เช่น โลชั่นกันแดด หรือยาทาผิวบางอย่าง ที่อาจแพ้ได้ </font></font>
</div>
<br />
<div>
<font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <font color="#669900">คุณควรจะเช็คดูว่า ลูกมีไข้ หรือ มีการติดเชื้ออื่นๆ ร่วมด้วย หรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะพอช่วยให้ คุณพอจะทราบถึงสาเหตุ ของการเกิดผื่นลมพิษได้ เพื่อที่จะได้ หลีกเลี่ยงในครั้งต่อๆไป แต่ไม่อยากให้ด่วนสรุปว่า จะต้องเป็น อย่างนั้นอย่างนี้ เสมอ เพราะในบางครั้ง อาจมีปัจจัยอื่นที่ซ้อนเข้ามา ทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ว่า สาเหตุนี้จะเป็นจาก ยา หรือ จากการติดเชื้อก็ได้ ทั้งๆที่อาจเป็นจากการแพ้อาหารที่ทานก็ได้</font></font> 
</div>
<br />
<div>
<font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <font color="#0099cc">ในบางรายการแพ้แบบผื่นลมพิษ เป็นเพียงอาการแรกเริ่ม ของการแพ้อย่างรุนแรง ซึ่งอาจมีอันตรายได้ ซึ่งคุณควรสังเกตว่า ลูกมีอาการแน่น หายใจไม่ออก ด้วยหรือ ไม่ และมีอาการบวมมากขึ้น โดยเฉพาะที่บริเวณ ใบหน้า รอบตา และ รอบปาก และมีอาการพูด หรือ หายใจไม่ได้ หรือไม่ ถ้าพบดังนี้ เป็นการแพ้ที่มีความรุนแรงมาก และจะต้องรีบพาไปพบแพทย์ โดยเร็ว ภาวะเช่นนี้เรียกว่า แองจิโอเอดีม่า (Angioedema), และ ที่รุนแรงกว่านั้น คือ แอนนาไฟแลกซิส (Anaphylaxis) ซึ่งจะทำให้เกิดอันตราย ถึงชีวิตได้ถ้ารักษาไม่ทันการ ต้องให้การรักษาอย่างฉุกเฉิน ด้วยการฉีดยา อิพิเนฟริน (Epinephrine), หรือ แอดรีนาลีน (Adrenaline) และ ต้องการออกซิเจน และ การปฐมพยาบาล อย่างเร่งด่วน ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ผู้มีความรู้ และ อุปกรณ์ที่พร้อม </font></font>
</div>
<br />
<div>
<font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่าคิดว่าการให้ทาน แต่ยาแก้แพ้ เช่น แอนติฮิสตามีน จะช่วยให้อาการต่างๆ ที่รุนแรงนี้ หายไปได้เอง เหมือนกับ ตอนที่เกิดผื่นลมพิษธรรมดา ดังนั้น ถ้าลูกเกิดอาการแพ้ ที่ค่อนข้างรุนแรงเช่นนี้ ควรรีบพา ไปพบแพทย์โดยเร็ว หรือ นำส่งห้องฉุกเฉิน เพื่อให้ ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อย่างทันท่วงที </font>
</div>
<br />
<div>
<font size="2"><img src="http://www.clinicdek.com/image_content/di0026_3.jpg" alt="" width="130" height="98" align="right"> <font color="#ff3300">ในรายที่เป็นเพียง ผื่นลมพิษธรรมดา การรักษาก็ทำได้โดยง่าย โดยการ ให้ยาแก้แพ้ กลุ่มแอนติฮิสตามีน เช่น อาทาแรกซ์, เบเนดริล, คลอเฟนนิลามีน ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้อาการคัน และ ผื่นลมพิษ ทุเลาลง ได้เร็ว หรือ แม้แต่ ไม่ได้ให้ยา ผื่นลมพิษนี้ก็จะหายไปเอง ได้ในเวลาไม่นาน </font></font>
</div>
<br />
<div>
<font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <font color="#cc00cc">การป้องกันการเป็นซ้ำนั้น ควรหลีกเลี่ยง สาร, ยา ,กิจกรรม ที่คิดว่าทำให้เกิด ผื่นลมพิษขึ้นได้ง่าย การเจาะเลือดตรวจดูอาจช่วย ในการให้คำตอบว่า แพ้อะไร ได้บ้าง แต่การทำการตรวจดูภูมิแพ้ โดยการทำการฉีดกระตุ้น ภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin test for allergy) เพื่อดูว่ามีโอกาสแพ้สารอะไรบ้าง โดยเฉพาะในกลุ่ม ที่สงสัยว่า จะเป็นการแพ้สารอาหาร หรือ ยาบางอย่าง อาจจะให้คำตอบได้ดีกว่า และ จะได้ทราบ เพื่อจะได้หลีกเลี่ยง การทานอาหาร หรือ ยาชนิดนั้นๆ</font></font> 
</div>
<br />
<font size="2">
<hr>
</font>
<div>
<font size="2">นพ.ประสงค์ พฤกษานานนท์</font> 
</div>
<div>
<font size="2">คลินิกเด็ก.คอม</font> 
</div>
</description>
</item>

<item>
<title>ลมพิษ</title>
<link>http://www.uttaradit-hosp.go.th/ems/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=13</link>
<description><div>
<font size="2"><font color="#0099ff">โรคลมพิษ คือโรคที่ผิวหนังมีลักษณะเป็นผื่นนูนแดง ไม่มีขุย มีอาการคัน เมื่อเกาหรือลูบ ผื่นจะยิ่งขึ้นตามมา เกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย ผื่นมักจะเป็นอยู่ไม่นาน โดยมากมักไม่เกิน 24 ชั่วโมง ก็จะยุบไปเองโดยไม่มีร่องรอย แต่ก็อาจมีผื่นเกิดขึ้นใหม่ในที่อื่นๆ ได้</font><br />
</font>
</div>
<br />
<div>
<font color="#ff0000"><font size="2"><strong>ชนิดของโรคลมพิษ แบ่งได้เป็น 2 </strong><strong>กลุ่ม </strong><strong>คือ</strong></font></font><strong><br />
<font size="2"><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong><br />
<strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></font></strong><font size="2"><font color="#cc00cc">1. ลมพิษเฉียบพลัน จะเป็นผื่นลมพิษไม่เกิน 6 สัปดาห์</font><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2" color="#ff6600">&nbsp;2. ลมพิษเรื้อรัง ผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ ต่อเนื่องกันเกิน 6 สัปดาห์ขึ้นไป<br />
</font>
</div>
<br />
<div>
<font color="#0066ff"><font size="2"><strong>สาเหตุของโรคลมพิษ มีหลายประการ </strong><strong>คือ</strong></font></font><strong><br />
<font size="2"><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong><br />
<strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></font></strong><font size="2"><font color="#00cc00">1. อาหาร เช่น อาหารทะเล ถั่ว เห็ด ไข่ขาว นม ยีสต์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สารกันบูด สีผสมอาหาร<br />
</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#cc00cc">2. ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแก้หวัด ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท วิตามิน ยาระบาย ยาเคลือบกระเพาะ เป็นต้น หากสงสัยว่าเกิดจากยา ควรหยุดยาก่อน แล้วรีบไปพบแพทย์</font><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff0099">3. การติดเชื้อ ได้แก่ เชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือพยาธิ<br />
</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff6600">&nbsp;4. โรคระบบต่อมไร้ท่อ เช่น โรคต่อมไทรอยด์<br />
</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0033ff">5. ในผู้ป่วยบางราย ผื่นลมพิษอาจเกิดจากผิวหนังมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ผิดปกติต่อความร้อน ความเย็น น้ำหนักกดรัด แสงแดด และการออกกำลังกาย เป็นต้น<br />
</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#ff0000">&nbsp;6. การแพ้สารที่สัมผัส ผื่นลมพิษจะเกิดขึ้นในตำแหน่งที่ผิวหนังสัมผัสกับสารที่แพ้ เช่น ยาง ขนสัตว์ พืช หรืออาหารบางชนิด เป็นต้น</font><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;7. แพ้พิษแมลง เช่น ผึ้ง ต่อ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#9900ff">&nbsp;8. มะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือระบบอื่นๆ ของร่างกาย<br />
</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#3300ff">9. ระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง ลมพิษในผู้ป่วยบางรายเกิดจากภูมิคุ้มกันไปกระตุ้นให้เกิดการหลั่งสารเคมีบางชนิดออกมาที่ผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นลมพิษขึ้น<br />
</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;10. สาเหตุอื่นๆ เช่น ผู้ป่วยโรคลูปัสหรือผู้ป่วยโรคเส้นเลือดอักเสบบางราย อาจมีผื่นลมพิษ มีข้อสังเกตคือ แต่ละผื่นจะอยู่นาน มักเกิน 24 ชั่วโมง และเวลาหายมักมีรอยดำ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#ff3333"><strong>แม้ว่าจะมีผู้ป่วยลมพิษจำนวนมากที่แพทย์ตรวจไม่พบสาเหตุ อย่างไรก็ตาม </strong><strong>ผู้ป่วยลมพิษควรพบแพทย์ เพราะหากตรวจพบสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรค </strong><strong>ก็จะสามารถรักษาและหลีกเลี่ยงสาเหตุนั้นได้ </strong><strong>ซึ่งจะทำให้โรคลมพิษสงบลงหรือหายขาดได้</strong><strong>การรักษาโรคลมพิษ</strong></font></font><strong><br />
<strong><font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font></strong></strong><br />
<font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. พยายามหาสาเหตุ และรักษาหรือหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0066ff">&nbsp;2. ให้ยาแอนตี้ฮีสตามีน ซึ่งมีหลายชนิด หลายกลุ่ม มีทั้งที่ออกฤทธิ์ระยะสั้นและระยะยาว ทั้งที่ทำให้ง่วงและไม่ทำให้ง่วง การจะเลือกใช้ยาตัวใด ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ การตอบสนองต่อยาในผู้ป่วยแต่ละรายอาจไม่เหมือนกัน ผู้ป่วยบางรายใช้ยาเพียงตัวเดียวก็ได้ผลดี แต่บางรายแพทย์อาจต้องเปลี่ยนไปใช้ยาแอนตี้ฮีสตามีนในกลุ่มอื่น หรือใช้ยาหลายตัวร่วมกันเพื่อควบคุมอาการ<br />
</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#ff0099">3. ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการมาก ผื่นไม่ค่อยตอบสนองต่อยาแอนตี้ฮีสตามีน แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาอื่นที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างและหลั่งสารที่เป็นตัวการก่อให้เกิดผื่นลมพิษในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมพิษชนิดเฉียบพลัน ที่หาสาเหตุและแก้ไขได้ เมื่อรับประทานยาแอนตี้ฮีสตามีน ผื่นลมพิษมักหายได้ใน 1-2 สัปดาห์ มีผู้ป่วยบางรายที่หาสาเหตุได้ไม่ชัดเจน ผื่นอาจขึ้นต่อเนื่องไปจนเป็นลมพิษเรื้อรัง</font><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#00cc00">ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคลมพิษชนิดเรื้อรัง ที่ได้สืบค้นจนทราบสาเหตุและแก้ไขได้ เมื่อรับประทานยาแอนตี้ฮีสตามีน ผื่นลมพิษมักหายได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าหาสาเหตุไม่พบ หรือเป็นสาเหตุที่แก้ไขไม่ได้ง่ายๆ โรคมักเป็นเรื้อรัง แพทย์จำเป็นต้องให้ยาตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป เพื่อควบคุมอาการผื่นลมพิษ เมื่อควบคุมอาการได้แล้ว แพทย์จะค่อยๆ ลดยาลงเพื่อควบคุมโรคในระยะยาว และพยายามหยุดยาถ้าทำได้ ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นโรคเรื้อรังเป็นปี อย่างไรก็ตาม ผื่นลมพิษชนิดเรื้อรังส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรง<br />
</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#ff0033">&nbsp;<strong>ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคลมพิษ</strong></font></font><strong><br />
<strong><font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font></strong></strong><br />
<font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#cc00ff">ผู้ป่วยลมพิษที่เป็นผื่นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลมพิษเฉียบพลัน ที่มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ปวดท้อง หน้าบวม ตาบวม ปวดบวมอย่างมาก ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพราะนอกจากอาการบวมแดงที่ผิวหนังแล้ว บางครั้งอาจเกิดอาการบวมในอวัยวะอื่น และทำให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้นได้ เช่น อาการบวมในทางเดินอาหาร ทำให้ปวดท้อง อาการบวมของเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้แน่นหน้าอก อาจเกิดอาการหอบหืด และถึงแก่ชีวิตได้ แต่ก็พบน้อยมาก<br />
</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#0066ff"><strong>ส่วนผู้ป่วยที่มีเฉพาะผื่นลมพิษที่ผิวหนัง </strong><strong>ควรปฏิบัติตัวดังนี้</strong></font></font><strong><br />
<strong><font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font></strong></strong><br />
<font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;- งดสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดลมพิษตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff0066">&nbsp;- นำยาแอนตี้ฮีสตามีนติดตัวไว้เสมอ เมื่อเกิดอาการจะได้ใช้ได้ทันที<br />
</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0066ff">&nbsp;- ไม่แกะเกาผิวหนัง เนื่องจากอาจทำให้ผิวหนังอักเสบได้<br />
</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff00cc">&nbsp;- รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง หากยาทำให้เกิดอาการง่วงซึม จนรบกวนการทำงาน ควรบอกแพทย์เพื่อเปลี่ยนยา<br />
</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;- อาจใช้คาลาไมน์ โลชั่น ทาบริเวณผื่นลมพิษเพื่อช่วยลดอาการคัน แต่ยานี้ไม่ได้ทำให้ผื่นหาย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#ff6600">&nbsp;- ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ สบายๆ เพื่อลดการเกิดผื่นและอาการคัน</font><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;- ทำจิตใจให้สบายไม่เครียด<br />
</font>
</div>
<br />
<div>
<div>
<font size="2"><br />
</font>
</div>
<div>
<strong><font color="#ff0033"><font size="2">เอมอร คชเสนี</font><br />
</font></strong>
</div>
</div>
</description>
</item>

<item>
<title>โรคนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (2)</title>
<link>http://www.uttaradit-hosp.go.th/ems/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=12</link>
<description><table border="0" class="contentpaneopen">
	
		<tr>
			<td class="createdate" colspan="2" valign="top"><strong><font size="2" color="#ff0000">โรคนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (</font></strong><font size="2" color="#ff0000"><strong>2)<br />
			</strong></font></td>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" valign="top">
			<div>
			<font size="2"><font color="#0066ff">การรักษาผู้ป่วยโรคนอนกรนและภาวะหยุดหายใจจากการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ ทำได้หลายวิธี ได้แก่<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#cc33cc">&nbsp;<strong>1.</strong><strong>การดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อมโดยผู้ป่วยเอง</strong></font> ได้แก่<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff3300">- ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสมกับส่วนสูง<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#339900">- ออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง กล้ามเนื้อแข็งแรง แต่อย่าให้เหนื่อยล้าจนเกินไป<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0066ff">- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#cc33cc">&nbsp;- หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท</font><br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;- นอนตะแคง เพื่อให้เนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อนและโคนลิ้นไม่อุดกั้นทางเดินหายใจ<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff6600">&nbsp;- รักษาโรคภูมิแพ้ เพื่อไม่ให้เนื้อเยื่อภายในจมูกบวม<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff00cc"><strong>2.</strong><strong>การใช้เครื่องอัดอากาศเข้าสู่ทางเดินหายใจขณะนอนหลับ</strong><br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0099cc">เครื่องอัดอากาศหรือเครื่องเป่าลม มีชื่อว่า CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) มีลักษณะคล้ายหน้ากากออกซิเจน ซึ่งจะส่งกระแสลมผ่านจมูกไปสู่ลำคอ ทำให้ทางเดินหายใจขยายกว้าง ลดภาวะอุดตันขณะนอนหลับ<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#00cc00">อย่างไรก็ตาม CPAP ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องนี้ตลอดทั้งคืนและทุกคืน แม้จะเป็นวิธีที่ปลอดภัย แต่ก็ก่อให้เกิดความรำคาญไม่น้อย ดังนั้น ก่อนจะซื้อ CPAP ซึ่งมีหลายชนิดให้เลือกใช้ ควรปรึกษาแพทย์ ผู้ผลิต หรือตัวแทนจำหน่าย ให้ดีเสียก่อน<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff00ff">&nbsp;CPAP จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อจมูกโล่ง หากมีโรคภูมิแพ้หรือปัญหาอื่นๆ ที่ทำให้โพรงจมูกอุดตัน ควรรักษาให้หายก่อนที่จะใช้เครื่องนี้ หลังใช้เครื่อง CPAP อาจทำให้โพรงจมูกแห้ง เครื่องฉีดละอองไอน้ำหรือเครื่องทำความชื้นอาจช่วยลดปัญหาได้<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0066ff">&nbsp;<strong>3.</strong><strong>เครื่องมือที่ใช้ทางปาก</strong><br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff9900">จะถูกใส่เข้าไปในปากเวลากลางคืน อาจช่วยให้เสียงกรนดังน้อยลงหรือเงียบเสียง และช่วยรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับอย่างอ่อนๆ ได้ โดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะจัดให้เหมาะสมสำหรับแต่ละคน<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0066ff">เครื่องมือชนิดนี้มีหลายรูปร่างลักษณะ บางชนิดยึดลิ้นให้อยู่ข้างหน้าเพื่อไม่ให้ลิ้นกระดกกลับไปอุดตันลำคอ บางชนิดยึดแถวฟันให้เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย โดยการเคลื่อนย้ายโครงสร้างลำคอไปกับมันด้วย เพื่อให้ช่องทางเดินอากาศเปิด บางชนิดยกลิ้นไก่และเพดานอ่อนขึ้นไป เพื่อไม่ให้ตกลงมาอุดตันลำคอ<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#009900">&nbsp;อาจมีการตรวจสอบการนอนหลับซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องมือติดตั้งเข้าไปอย่างถูกต้องกับลักษณะแนวฟัน และฟันก็ยังมีสุขภาพดีอยู่ตลอด ทันตแพทย์จะอธิบายวิธีการความสะอาดเครื่องมือที่ใช้ ซึ่งโดยทั่วไปจะล้างทุกเช้าด้วยนำเย็น เพื่อล้างน้ำลายออก และแช่ในน้ำยาล้างอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0099ff">เครื่องมือที่ใช้ทางปากไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับเช่นเดียวกัน ดังนั้น ต้องใช้ตลอดทั้งคืนและทุกคืน อาจรู้สึกระคายเคืองเล็กน้อยในตอนเช้าหลังจากใช้เครื่องมือนี้แล้ว หากอาการระคายเคืองนี้ไม่หายไป ควรปรึกษาแพทย์<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#ff0000">&nbsp;<strong>4.</strong><strong>การผ่าตัด</strong></font> มีหลายวิธี ได้แก่<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff00cc">&nbsp;- การผ่าตัดตกแต่งบริเวณลำคอและเพดานอ่อน เป็นการลดขนาดของเนื้อเยื่อบริเวณลำคอที่เกินความจำเป็น ประกอบด้วยการผ่าตัดเนื้อเยื่อบริเวณต่อมทอนซิล เพดานอ่อน ลิ้นไก่ เพื่อให้อากาศผ่านได้สะดวก และไม่มีเนื้อเยื่อที่สะบัดขณะนอนหลับ ทำให้อาการกรนลดลง การผ่าตัดชนิดนี้ต้องดมยาสลบ และต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล จะมีอาการเจ็บหลังผ่าตัดได้ประมาณ 7-10 วัน<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0066ff">&nbsp;- การตกแต่งบริเวณเพดานอ่อนโดยใช้แสงเลเซอร์ เป็นการผ่าตัดลดขนาดของเพดานอ่อนและลิ้นไก่ โดยใช้แสงเลเซอร์ สามารถผ่าตัดโดยใช้ยาชา และไม่จำเป็นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องผ่าตัดมากกว่า 1 ครั้ง<br />
			</font><br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#009900">&nbsp;นอกจากนี้ยังมีการผ่าตัดพับลิ้นไก่ขึ้นสู่ด้านบนบริเวณเพดานอ่อน การผ่าตัดเพื่อดึงกล้ามเนื้อลิ้นและเลื่อนกระดูกซึ่งเป็นที่เกาะติดของกล้ามเนื้อลิ้นมาทางด้านหน้า และการผ่าตัดเลื่อนขากรรไกรบนและล่างมาทางด้านหน้า เพื่อให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff00cc">&nbsp;ผลกระทบหลังการผ่าตัดที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ อาหารหรือของเหลวไหลผ่านลงไปในโพรงจมูกระหว่างกลืนอาหาร เสียงเปลี่ยนไปชั่วคราวหรือถาวร มีเลือดออก การอักเสบ การติดเชื้อ ลิ้นแข็งหรือตึง และอาจทำให้อาการกรนหายไป แต่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับยังคงอยู่<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0033ff">&nbsp;<strong>5.</strong><strong>การใช้คลื่นวิทยุ</strong><br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#ff3300">เป็นเครื่องมือพิเศษ ลักษณะคล้ายเข็มที่ทำหน้าที่ส่งผ่านคลื่นวิทยุเข้าสู่เนื้อเยื่อที่อุดกั้นทางเดินหายใจ ได้แก่บริเวณลิ้นไก่ เพดานอ่อนทั้ง 2 ข้าง และเนื้อเยื่อที่คลุมด้านหน้าและหลังของต่อมทอนซิล พลังงานจากคลื่นวิทยุจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนที่ควบคุมอุณหภูมิไว้ไม่ให้สูงมากนัก ซึ่งจะไม่ทำลายเซลหรือเนื้อเยื่อ แต่จะทำให้เนื้อเยื่อหดตัวลง</font><br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0066ff">&nbsp;การรักษาด้วยคลื่นวิทยุสามารถรักษาได้ทั้งเสียงกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ได้ผลประมาณ 75-85% ใช้วิธีฉีดยาชาเฉพาะที่ ไม่ต้องดมยาสลบ ใช้เวลาเพียง 15-30 นาที ไม่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ยกเว้นการทำบริเวณโคนลิ้น อาจจำเป็นต้องสังเกตอาการ 1 คืน ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บแผลเล็กน้อย 2-3 วัน อาจมีอาการระคายคอและคัดจมูกบ้าง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ทำการรักษา<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff00cc">ผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยคลื่นวิทยุซ้ำ 2-3 ครั้ง ห่างกันแต่ละครั้ง 1-2 เดือน อาการต่างๆ จะค่อยๆ ดีขึ้นทีละน้อย โดยเริ่มรู้สึกดีขึ้นหลังทำประมาณ 4 สัปดาห์ และอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ จนได้ผลสูงสุดที่ 6-8 สัปดาห์<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#ff0000"><strong>หากคุณนอนกรน เป็นไปได้ว่าอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย </strong><strong>ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หู คอ จมูก </strong></font></font><strong><font size="2"><font color="#ff0000">เพื่อขอคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมต่อไป</font><br />
			</font></strong>
			</div>
			<br />
			<div>
			<font size="2">เอมอร คชเสนี<br />
			</font>
			</div>
			</td>
		</tr>
	
</table>
</description>
</item>

<item>
<title>โรคนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (1)</title>
<link>http://www.uttaradit-hosp.go.th/ems/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=11</link>
<description><table border="0" class="contentpaneopen">
	
		<tr>
			<td class="buttonheading" width="100%" align="right"><a href="http://www.clinicdek.com/index2.php?option=com_content&amp;task=view&amp;id=705&amp;pop=1&amp;page=0&amp;Itemid=50" target="_blank" title="พิมพ์" onclick="window.open(&amp;#39;http://www.clinicdek.com/index2.php?option=com_content&amp;task=view&amp;id=705&amp;pop=1&amp;page=0&amp;Itemid=50&amp;#39;,&amp;#39;win2&amp;#39;,&amp;#39;status=no,toolbar=no,scrollbars=yes,titlebar=no,menubar=no,resizable=yes,width=640,height=480,directories=no,location=no&amp;#39;); return false;"><font size="2"><img src="http://www.clinicdek.com/images/M_images/printButton.png" border="0" alt="พิมพ์" width="16" height="16" align="middle"></font></a><font size="2"> </font></td>
			<td class="buttonheading" width="100%" align="right"><a href="http://www.clinicdek.com/index2.php?option=com_content&amp;task=emailform&amp;id=705&amp;itemid=50" target="_blank" title="อีเมล์" onclick="window.open(&amp;#39;http://www.clinicdek.com/index2.php?option=com_content&amp;task=emailform&amp;id=705&amp;itemid=50&amp;#39;,&amp;#39;win2&amp;#39;,&amp;#39;status=no,toolbar=no,scrollbars=yes,titlebar=no,menubar=no,resizable=yes,width=400,height=250,directories=no,location=no&amp;#39;); return false;"><font size="2"><img src="http://www.clinicdek.com/images/M_images/emailButton.png" border="0" alt="อีเมล์" width="16" height="16" align="middle"></font></a><font size="2"> </font></td>
		</tr>
	
</table>
<table border="0" class="contentpaneopen">
	
		<tr>
		</tr>
		<tr>
			<td colspan="2" valign="top">
			<div>
			<strong><font size="2" color="#ff0000">โรคนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (</font></strong><strong><font size="2" color="#ff0000">1)<br />
			</font></strong>
			</div>
			<br />
			<div>
			<font size="2" color="#0066ff">&quot;นอนกรน&quot; ไม่ใช่แค่ต้นเหตุที่รบกวนการนอนหลับของคุณและเพื่อนร่วมห้อง แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับด้วย<br />
			</font>
			</div>
			<br />
			<div>
			<font size="2">&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff00cc">หากโครงสร้างภายในลำคอมีขนาดใหญ่เกินไป หรือกล้ามเนื้อมีการผ่อนคลายมากเกินไปในขณะนอนหลับ ช่องทางเดินอากาศจะถูกอุดกั้นไปบางส่วน ทำให้ทางเดินอากาศแคบลง ลมหายใจเข้าออกจึงแรงกว่าปกติ โครงสร้างภายในลำคอจึงเกิดการสั่นสะเทือน ก่อให้เกิดเป็นเสียงกรนขึ้น<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#009900">&nbsp;<strong>ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะนอนกรน </strong><strong>หรือภาวะหยุดหายใจจากการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ</strong><br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff6600">&nbsp;- เพศชายมีโอกาสเป็นมากกว่า เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อจากผลของฮอร์โมน ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณคอหย่อนยานลง<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0066ff">- อายุมากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน มีการสะบัดของเนื้อเยื่อและอุดตันง่ายขึ้น<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff00cc">- ความอ้วน ทำให้มีการสะสมไขมันและอุดตันบริเวณลำคอ<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0066ff">&nbsp;- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#cc3300">&nbsp;- ยานอนหลับ และยาคลายเครียด ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0066ff">&nbsp;- บุหรี่ ทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินหายใจได้บ่อย<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#00cc00">- โครงสร้างของกระดูกใบหน้า กรามสั้น ลิ้นอยู่ทางด้านลำคอมาก มีโอกาสที่โคนลิ้นอุดตันทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในขณะหลับ<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff0000">&nbsp;<strong>การนอนกรน </strong><strong>แบ่งได้เป็น 2 </strong><strong>ประเภท</strong><br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0066ff">1.นอนกรนอย่างเดียว ไม่มีภาวะของการหยุดหายใจ เนื่องจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนขณะหลับ ผู้ป่วยจะนอนกรนค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่มีการสะดุด<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff00cc">2.นอนกรนร่วมกับภาวะหยุดหายใจ เนื่องจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนขณะหลับ ลักษณะการกรนจะค่อนข้างดัง และมีอาการสะดุด มีเสียงดังสลับค่อยเป็นช่วงๆ หรืออาจสะดุ้งตื่นกลางดึก สำลักน้ำลาย นอนหลับไม่สนิท<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#ff0000"><strong>ผลที่เกิดขึ้นจากการนอนกรน </strong><strong>หรือภาวะหยุดหายใจจากการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ</strong></font><br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0066ff">1.ผลกระทบทางสังคม ได้แก่ รบกวนผู้ที่นอนด้วย อาจนำไปสู่การหย่าร้าง ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง อุบัติเหตุจากการหลับใน เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ อุบัติเหตุจากการทำงานกับเครื่องจักร เป็นต้น<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#00cc00">2.ผลกระทบต่อสุขภาพ จากการที่ทางเดินหายใจถูกอุดกั้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นอุดตัน ทำให้อากาศไม่สามารถผ่านเข้าสู่ปอดได้ ระดับออกซิเจนในเลือดจะลดต่ำลง และไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญๆ เช่น สมอง ปอด หัวใจ ไม่เพียงพอ สมองจึงออกคำสั่งให้ร่างกายตื่นขึ้น เพื่อให้กล้ามเนื้อตึงขึ้นและช่องทางเดินอากาศเปิดโล่งขึ้น การอ้าปากให้กว้างขึ้นก็จะช่วยให้การหายใจเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งกระบวนการเช่นนี้จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดทั้งคืน ทำให้นอนหลับไม่สนิท ปวดศีรษะหลังตื่นนอน อ่อนเพลียตลอดทั้งวัน อารมณ์หงุดหงิดง่าย ความจำแย่ลง และอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ อีก เช่น สมรรถภาพทางเพศเสื่อมลง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และอัมพฤกษ์อัมพาต<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff00cc">ภาวะดังกล่าว หากเกิดขึ้นในเด็กจะเป็นปัญหาต่อการเจริญเติบโต พัฒนาการทางสมอง รูปร่างของใบหน้าอาจเปลี่ยนแปลง และปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น ปัสสาวะรดที่นอน<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#0033ff">&nbsp;<strong>แนวทางการประเมินก่อนทำการรักษา</strong></font></font><strong><br />
			<strong><font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font></strong></strong><br />
			<font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff6600">ผู้ป่วยที่มีปัญหาการนอนกรน แพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับการนอนและอาการกรน อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น ตลอดจนปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการใช้ยา<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0099cc">จากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายเพื่อประเมินตำแหน่งและความรุนแรงของโรค มีการตรวจทางจมูก ลำคอ โคนลิ้น รูปร่างใบหน้า วัดรอบคอ น้ำหนัก ส่วนสูง ความดันโลหิต มีการส่องกล้องเพื่อดูปฏิกิริยาการหดตัวของอวัยวะในลำคอและโคนลิ้นขณะหายใจเข้า และส่งตรวจเอกซเรย์กะโหลกศีรษะเพื่อประเมินตำแหน่งที่มีการอุดตัน และขั้นตอนที่สำคัญ คือ ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจเนื่องจากระบบทางเดินหายใจส่วนบนอุดตันขณะหลับ แพทย์จะส่งตรวจการนอนหลับ<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff00cc">การตรวจการนอนหลับ เป็นการตรวจโดยใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อตรวจปัจจัยต่างๆ ที่มีผลจากการนอน คือ ตรวจคลื่นสมองเพื่อวัดระดับความลึกของการนอน ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจระดับออกซิเจนในเลือดแดง ตรวจการผ่านเข้าออกของลมหายใจทางปากและจมูก ตรวจการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทรวงอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ใช้ในการหายใจ และตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อ<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0033ff">ในห้องปฏิบัติการบางแห่งอาจมีการวัดระดับเสียงกรน และบันทึกภาพวิดีโอไว้ด้วย การตรวจการนอนหลับนี้จะตรวจในช่วงกลางคืน ใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#ff0000">&nbsp;<strong>การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจการนอนหลับ</strong></font></font><strong><br />
			<strong><font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font></strong></strong><br />
			<font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0099cc">- ควรอาบน้ำสระผมให้สะอาด หลีกเลี่ยงการใช้ครีมนวดผมหรือน้ำมันต่างๆ เพราะจะช่วยให้เครื่องตรวจจับติดแน่นดียิ่งขึ้น หากเป็นชาย ควรโกนหนวดและเคราด้วย<br />
			<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#ff00ff">&nbsp;- ทำตัวเป็นปกติตามตารางเวลาที่เคยปฏิบัติ เช่น การออกกำลังกาย การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือการรับประทานยา หรืออาจถามแพทย์ก่อนว่าคุณควรทำเช่นนั้นหรือไม่ในคืนที่เข้ารับการตรวจ<br />
			<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><u><font color="#cc0000">ข้อมูลจากการซักประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจการนอน จะช่วยประเมินว่า<br />
			</font></u><br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#0033ff">- ผู้ป่วยนอนกรนมากน้อยเพียงใด เป็นการนอนกรนชนิดธรรมดา หรือเป็นโรคนอนกรนชนิดที่มีการหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย<br />
			<br />
			</font>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font size="2"><font color="#009900">&nbsp;- ทราบตำแหน่งที่ทำให้เกิดภาวะนอนกรนหรือนอนกรนร่วมกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งอาจพบได้บริเวณจมูก ลำคอ หรือโคนลิ้น<br />
			</font><br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<font color="#ff00cc">&nbsp;- ถ้ามีการหยุดหายใจร่วมด้วย จะทราบว่าเกิดจากการอุดตันของระบบทางเดินหายใจส่วนบน หรือเกิดจากความผิดปกติของสมอง หรือทั้ง 2 กรณี และความรุนแรงของโรคอยู่ในระดับใด</font><br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
			&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><font color="#0066ff">สัปดาห์หน้ามาติดตามวิธีการรักษาการนอนกรน </font></strong></font><strong><font size="2" color="#0066ff">และภาวะหยุดหายใจขณะหลับกันต่อค่ะ<br />
			</font></strong>
			</div>
			<br />
			<div>
			<font size="2" color="#ff0000">เอมอร คชเสนี<br />
			</font>
			</div>
			</td>
		</tr>
	
</table>
</description>
</item>

<item>
<title>ลมชัก - โรคลมบ้าหมู ตอน 1</title>
<link>http://www.uttaradit-hosp.go.th/ems/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=10</link>
<description><div>
<div>
<font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </font><font size="2"><font color="#0066ff">กลุ่มอาการชักเป็นที่รู้จักกันมานาน สำรวจได้จากเอกสารหรืออักขระประวัติศาสตร์โบราณย้อนหลังไปถึงยุคสมัยอียิปต์โบราณและโรมันโบราณ กลุ่มอาการนี้ยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน ในประเทศไทยก็รู้จักกันมานานเช่นกัน ในประวัติศาสตร์ไทยเคยบันทึกไว้ว่า พระบรมวงศานุวงศ์ไทยในสมัยโบราณมีกลุ่มอาการที่สรุปได้ว่า น่าจะเป็นกลุ่มอาการ <strong>&ldquo;ลมชัก&rdquo; </strong>ซึ่งชาวไทยเรียกกันต่อมาว่า <strong>&ldquo;ลมบ้าหมู&rdquo;</strong> <br />
</font><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; น่าสังเกตว่า ชาวไทยจะใช้สำนวนบรรยายกลุ่มอาการนี้ว่า &ldquo;นาย ก. เป็นลมบ้าหมู&rdquo; โดยไม่ใส่คำว่า &ldquo;โรค&rdquo; นำหน้า แต่ในปัจจุบันเมื่อความรู้ทางวิชาการดีขึ้นจะบรรยายกลุ่มอาการนี้ว่า นาย ก. เป็นลมบ้าหมู หรือเป็น โรคลมบ้าหมู ก็ดูจะไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก ซึ่งก็คือ กลุ่มอาการ ลมชัก หรือเป็นที่เข้าใจกันว่าคือ โรค ลมชัก<br />
</font>
</div>
<div>
<div>
<strong><br />
<font size="2">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <font color="#ff0099">อาการชัก (</font></font></strong><font size="2"><font color="#ff0099"><strong>seizure)</strong> คือปรากฏการณ์ที่สมองปลดปล่อยกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติออกมาชั่วครู่ โดยที่ผู้ป่วยไม่อาจควบคุมได้ เนื่องจากมีสาเหตุบางอย่างไปรบกวนการทำงานของสมอง ทำให้สมองส่วนนั้น ๆ สั่งงานมากผิดปกติขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นอาการชัก โดยมากมักเป็นอาการเกร็ง หรือกระตุก แต่อาจเป็นอาการที่สังเกตได้ยาก เช่น อาการเหม่อนิ่งไป ค้างอยู่ในท่าเดิม หรือทำอะไรโดยอัตโนมัติ เป็นต้น <br />
</font><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อาการชักจะเกิดเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 3-5 นาที โดยมากมักไม่เกินครึ่งชั่วโมงแล้วจะหยุดไปได้เอง โดยกลไกบางอย่างในสมอง หลังชัก ผู้ป่วยอาจรู้สึกสับสน อ่อนเพลีย หรือ&nbsp;&nbsp; หลับไป <br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </font><font size="2"><font color="#cc00cc">อาการชักจะเกิดเป็นซ้ำ ๆ ได้ หากรอยโรคที่เป็นสาเหตุในสมองยังคงอยู่ หรือยังไม่ได้รับการแก้ไข หรืออาจเกิดเพราะมีปัจจัยที่กระตุ้นให้ชักง่ายมาแทรกเสริม เช่น การอดนอน ความเครียด หรือการตรากตรำร่างกาย เป็นต้น อาการชักที่เกิดซ้ำ มักจะมีลักษณะเหมือนเดิมในคนไข้คนเดียวกัน แต่อาจแตกต่างไปจากคนไข้คนอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริเวณของสมองที่เป็นสาเหตุของโรค<br />
</font><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </font><font size="2"><font color="#0099cc">ในคนบางคน อาจเกิดอาการชักขึ้นเพียงครั้งหรือสองครั้งในชีวิต เมื่อมีภาวะบางอย่างในร่างกายผิดปกติไป อาทิ จากยา สุรา เบาหวาน การมีไข้สูงในเด็ก ครรภ์เป็นพิษ หรือเพียงเพราะการตรากตรำหรืออดนอนจนเกินควร ภาวะเหล่านี้เป็นเพียงอาการชักชั่วคราว &ldquo;ยังมิจัดเป็นโรคลมชัก&rdquo; จึงไม่ควรใช้คำว่า &ldquo;โรค&rdquo; นำหน้าคำว่า &ldquo;ลมชัก&rdquo; เพราะมักหายไปได้เองเมื่อหมดจากภาวะดังกล่าว ผิดกับ &ldquo;โรคลมชัก&rdquo; ที่เป็นความผิดปกติของสมอง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะ&nbsp;&nbsp; ชักซ้ำอยู่เรื่อย ๆ และจำเป็นต้องได้รับการรักษาในระยะยาว <br />
</font><br />
</font><font size="2"><strong><font color="#ff0000">ลักษณะของอาการชัก<br />
</font></strong><br />
อาการชักมีหลายแบบ ขึ้นกับตำแหน่งของสมองที่ปล่อยไฟฟ้าที่ผิดปกติออกมา ที่พบบ่อย ได้แก่ <br />
<br />
<font color="#cc0000">1. ลมบ้าหมู หรือ ชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัว (generalized tonic-clonic seizure หรือ GTC)</font> </font><font size="2"><font color="#cc0099">เป็นอาการชักที่รุนแรงที่สุด ผู้ป่วยจะหมดสติอย่างรวดเร็ว เกร็งทั้งตัว ตาเหลือก กัดฟัน น้ำลายไหลเป็นฟอง ขณะชักผู้ป่วยจะหยุดหายใจชั่วคราว หรืออาจกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ตามด้วยการกระตุกทั้งตัวเป็นจังหวะ นานประมาณ 5 นาที จากนั้นจะ&nbsp;&nbsp;ค่อย ๆ หยุด ผู้ป่วยจะอ่อนเพลียและหลับไป เมื่อฟื้นแล้วอาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดตามกล้ามเนื้อ หรือสับสน ซึ่งผู้ป่วยจะจำเหตุการณ์ขณะชักไม่ได้ <br />
</font><br />
<font color="#0033ff">2. ชักเฉพาะส่วน (simple partial seizure หรือ SPS)</font> </font><font size="2"><font color="#ff3300">อาจเกิดขึ้นโดยลำพัง หรือนำมาก่อนอาการชักแบบ GTC หรือ CPS ที่เรียกว่า อาการเตือน (aura) ก็ได้ ได้แก่ อาการชาเฉพาะที่ หูแว่ว เห็นภาพหลอน รู้สึกคุ้นเคย (deja vu) หรือ กระตุกเฉพาะบางส่วนของร่างกาย เป็นต้น <br />
</font><br />
<font color="#cc33cc">3. ชักแบบเหม่อนิ่ง (absence seizure)</font> </font><font size="2"><font color="#0099cc">อาการชักชนิดนี้สั้นมาก มักเกิดในเด็กและอาจไม่ทันสังเกตเห็น ผู้ป่วยจะเหม่อนิ่งไป หรือตาค้าง นานประมาณ 5-10 วินาที แล้วกลับเป็นปกติทันที ผู้ป่วยมักไม่รู้สึกตัวว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้น บางครั้งอาจมีการกะพริบตาถี่ ๆ หรือกระตุกใบหน้าเล็กน้อย หรืออาจดูคล้ายกับอาการชักแบบ CPS ได้ <br />
</font><br />
<font color="#0066cc">4. ชักแบบทำอะไรโดยไม่รู้สึกตัว (complex partial seizure หรือ CPS)</font> เป็นอาการชักที่พบบ่อยที่สุด แต่บ่อยครั้งจะเข้าใจผิดว่ามิใช่อาการชัก อาการคือ ผู้ป่วยจะสูญเสียการรับรู้สิ่งรอบตัวไปทันที ตาจ้อง หรือเหม่อลอย อาจนิ่งค้างในท่าเดิมหรืออาจทำงานต่อไปโดยไม่รู้สึกตัว บางรายอาจมีการเคลื่อนไหวที่ไม่มีจุดประสงค์โดยอัตโนมัติ เช่น&nbsp;&nbsp;เคี้ยวหรือดูดริมฝีปาก ถูมือ คลำหาสิ่งของ พูดคำ&nbsp;&nbsp; ซ้ำ ๆ หรือเดินไปมา เป็นต้น ระหว่างเป็นผู้ป่วย&nbsp;&nbsp;บางรายอาจพอรู้สึกตัวเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่ตอบสนองต่อคนรอบข้างไม่ได้ ถ้าจับหรือมัดอาจมีการต่อสู้ดิ้นรน อาการมักเกิดนาน 2-4 นาที หายแล้วอาจสับสนและจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ <br />
<br />
</font><font size="2"><font color="#ff0000"><strong>สาเหตุของโรคลมชักเกิดได้หลายสาเหตุ ที่มีผลกระทบต่อสมอง </strong><br />
</font><br />
</font><font size="2"><font color="#0066ff">1. เกิดจากกรรมพันธุ์ พบประมาณหนึ่งในสามของผู้ป่วย ส่วนมากจะเริ่มชักตั้งแต่เด็กหรือวัยรุ่น บางชนิดจะหายได้เองเมื่อโตขึ้น แต่บางชนิดก็ร่วมกับความพิการทางสมอง ญาติพี่น้องหรือบุตรของผู้ป่วย มีโอกาสเป็นโรคลมชักสูงกว่าประชากรทั่วไป แต่การถ่ายทอดมักไม่เด่นชัดอย่างในโรคทางพันธุกรรมอื่น <br />
</font><br />
</font><font size="2"><font color="#ff0099">2. เกิดจากรอยโรคในสมอง ได้แก่ ความพิการแต่กำเนิด การคลอดยาก อุบัติเหตุต่อสมอง การติดเชื้อในสมอง เส้นโลหิตในสมองอุดตัน ซึ่งทำให้เกิดแผลเป็นขึ้นและเป็นจุดปล่อยไฟฟ้าที่ทำให้เกิดอาการชัก <br />
</font><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; การชักจากไข้สูงในวัยเด็ก หากเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็อาจก่อให้เกิดแผลเป็นขึ้นในสมองส่วนที่ไวต่อการขาดออกซิเจน และเกิดเป็นโรคลมชักตามมาได้ในภายหลัง <br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; </font><font size="2"><font color="#66cc00">นอกจากนี้ เนื้องอก หรือการติดเชื้อที่ลุกลาม เช่น ฝีในสมอง วัณโรค หรือพยาธิในสมอง หรือเส้นเลือดขอดในสมอง ก็เป็นสาเหตุของโรคลมชัก ซึ่งนอกจากผู้ป่วยจะเกิดอันตรายจากการชักแล้ว ยังมีอันตรายจากความร้ายแรงของโรคที่เป็นสาเหตุอีกด้วย <br />
</font><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้ พบได้อย่างละประมาณ ร้อยละ 2-5 ของผู้ป่วยโรคลมชัก อาการชักจากสาเหตุดังกล่าว มักไม่หายเอง บ่อยครั้งกลายเป็นโรคลมชักที่ดื้อยาจำเป็นต้องได้รับการตรวจรักษาอย่างละเอียดจากแพทย์ ซึ่งบางรายอาจหายได้ด้วยการผ่าตัดสมอง <br />
<br />
</font><font size="2"><font color="#ff3366">3. กลุ่มที่ไม่ทราบสาเหตุ พบได้ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคลมชัก แม้ว่าจะตรวจไม่พบรอยโรคในสมอง แต่จะมีบริเวณที่ปล่อยไฟฟ้าที่ผิดปกติ ซึ่งอาจเล็กเกินกว่าจะมองเห็นด้วยวิธีการตรวจในปัจจุบัน <br />
</font><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในเด็กจะพบเสมอว่า หากมีไข้สูง อาจเกิดอาการชักขึ้นได้ จากสถิติการสำรวจทั่วโลกก็จะพบได้ในลักษณะเดียวกัน และพบต่อไปว่าในกลุ่มของเด็กที่มีอาการชักเมื่อมีไข้สูงนี้จะหายไปได้เองประมาณ 65-75% ที่เหลืออยู่จำเป็นต้องดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง และอาจต้องใช้ยาควบคุมอาการชักอย่างต่อเนื่องด้วย<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; </font><font size="2"><font color="#0066ff">จะต้องไม่ลืมว่ากลุ่มอาการชักที่หายไปได้เอง เช่น อาการชักที่เกิดจากไข้สูง เกิดจากน้ำตาลในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดต่ำ ผลข้างเคียงของยา ผลข้างเคียงของสุรา ครรภ์เป็นพิษ ฯลฯ อาจทำให้เกิดอาการชักและหายไปเองได้ ไม่ต่อเนื่อง ไม่ต้องรักษาโดยใช้ยาควบคุมต่อเนื่อง จัดว่ายังไม่เป็นโรคลมชัก แต่ถ้ามีอาการชัก 7 ประการดังจะกล่าวต่อไปนี้แล้วไซร้ ให้จำไว้ว่า เป็นอาการชักที่บ่งบอกว่าเกิดจาก<strong>โรคร้ายแรงของสมอง อาการชัก </strong><strong>7 ประการ</strong>นั้นคือ<br />
</font><br />
1. ชักแล้วไม่ฟื้นกลับมาเป็นปกติอีก <br />
2. ชักติดต่อกันหลายครั้ง หรือชักไม่หยุด <br />
3. ชักในระยะหลังทวีความรุนแรงขึ้น หรือเปลี่ยนแบบไปจากเดิม <br />
4. หลังชักมีอาการอ่อนแรงมากขึ้น หรือนานขึ้น <br />
5. ชักที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ <br />
6. ชักที่เคยกินยาควบคุมอยู่ แต่ต่อมา กลับคุมไม่ได้ <br />
7. ชักที่เกิดร่วมกับอาการปวดศีรษะ อ่อนแรงครึ่งซีก หรืออาการทางระบบประสาทอย่างอื่น <br />
<br />
</font><font color="#cc3399"><font size="2"><em><strong>ข้อมูลจาก www.md.chula.ac.th/ public/medinfo/disease/epilepsy<br />
</strong></em><br />
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์ 
<div>
<strong>เดลินิวส์</strong> 
</div>
<div>
<strong>ชีวิตและสุขภาพ </strong><br />
</div>
</font></font>
</div>
</div>
</div>
</description>
</item>

<item>
<title>สธ. เตรียมเสนอขอตำแหน่งว่าง กพ. 20,000 อัตรา</title>
<link>http://www.uttaradit-hosp.go.th/ems/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=9</link>
<description><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="550" bgcolor="#ffffff">
	
		<tr>
			<td class="font9"><font size="2"><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<img style="width: 290px; height: 188px" src="http://www.sasuk12.com/naratiwat/dr/1_2958.jpg" alt=" " width="290" height="188" align="left">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <img style="width: 277px; height: 181px" src="http://www.nurse.cmu.ac.th/aegroup/images/kanitta.png" alt=" " width="277" height="181" align="left"><br />
			</strong><br />
			<br />
			<br />
			<br />
			<br />
			<br />
			<br />
			<br />
			<br />
			<br />
			<br />
			<br />
			<br />
			</font>
			<li><font size="2">พญ.ศิริพร กัญชนะ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับตัวแทน 13 สายวิชาชีพในกระทรวงสาธารณสุข เพื่อพิจารณาเพิ่มค่าตอบแทนว่า เป็นการประชุมร่วมกับทุกสายวิชาชีพในกระทรวง อาทิ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เป็นต้น เพื่อดูในเรื่องค่าตอบแทนว่า สายวิชาชีพใดควรมีการปรับเพิ่มเติมบ้าง โดยในการพิจารณาเพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากร ซึ่งค่าตอบแทนที่ได้รับอย่างน้อยควรอยู่ที่ 60% ของค่าตอบแทนในภาคเอกชน นอกจากนี้ยังควรเพิ่มตามภาระงานที่ทำ อย่างไรก็ตามเพื่อได้จำนวนตัวเลขค่าตอบแทนทั้งหมดจะนำมาคิดเป็นภาพรวมเพื่อพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งหากมีจำนวนที่มากเกินไป อาจต้องมีการปรับลดลงบ้าง ทั้งนี้เพื่อให้งบประมาณของประเทศที่อยู่ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจสามารถจ่ายได้ <br />
			<br />
			ส่วนการบรรจุตำแหน่งข้าราชการเพิ่มนั้น ทางกระทรวงได้ให้แต่ละส่วนไปรวบรวมและจะนำไปเสนอ กพ.เพื่อขอตำแหน่งในการแก้ไขปัญหาขาดแคลน ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายไว้ว่า กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานที่ขาดแคลนบุคลากรมากที่สุด จึงได้ให้ตำแหน่งบรรจุ เบื้องต้นเฉพาะที่สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุขนั้น ได้ 16,000 ตำแหน่ง และหากรวมในส่วนกรมอื่นๆ ที่สังกัดกระทรวง คาดว่า จะมีประมาณ 20,000 ตำแหน่ง ที่จะเสนอขอตำแหน่งเพิ่มเติมไป <br />
			<br />
			ทั้งนี้ในส่วนของพยาบาลนั้น เป็นวิชาชีพที่มีปัญหาขาดแคลนมาก ซึ่งตามสัดส่วนประชากรนั้น คือ พยาบาล 1 คนต่อประชาชน 500 คน และตามหลักจีไอเอสของกระทรวงจะต้องมีพยาบาลในระบบ 100,000 คน แต่ปัจจุบันเรามีพยาบาลอยู่ในระบบซึ่งบรรจุเป็นข้าราชการแค่ 70,000 คนเท่านั้น จึงยังขาดแคลนอยู่มาก โดยมีพยาบาลที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวอีก 10,000 คน ที่ยังรอการบรรจุ หากสามารถรับเป็นข้าราชการได้ จะทำให้กระทรวงมีพยาบาลทำงานอยู่ในระบบมากขึ้นไม่ไหลไปยังภาคเอกชน เพราะที่ผ่านมาแม้ว่าเราจะผลิตพยาบาลได้ปีละ 2,500 คน และมีการผลิตเพิ่มเติมอีก 3,000 คนในโครงการผลิตพยาบาล ซึ่งจะจบในปี 2553 เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลน แต่ปัญหาคือเมื่อจบแล้วส่วนใหญ่ไปทำงานที่โรงพยาบาลเอกชนหมด เพราะไม่มีตำแหน่งบรรจุ <br />
			<br />
			ดังนั้นทางกระทรวงจึงพยาบาลจ้างในอัตราที่สูงกว่าพยาบาลประจำ แต่ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น<br />
			</font></li></td>
		</tr>
		<tr>
			<td class="font9" align="right"><font size="2"><font color="#339999">แหล่งข่าวโดย....</font> <font color="#cc00cc">สำนักข่าวเนชั่น </font><br />
			<font color="#339999">ผู้จัดทำ....</font> <font color="#cc00cc">สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข</font></font> <br />
			[26/ม.ค/2552]<br />
			<br />
			</td>
		</tr>
	
</table>
</description>
</item>

<item>
<title>สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เล็งใช้ เฮลิคอปเตอร์รับส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน</title>
<link>http://www.uttaradit-hosp.go.th/ems/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=8</link>
<description><div style="text-align: center">
<img style="width: 360px; height: 173px" src="http://todaysseniorsnetwork.com/Helicopter,%20air%20ambulance,%20air%20medical%20care.jpg" alt=" " width="360" height="173"><br />
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="550" bgcolor="#ffffff">
	
		<tr>
			<td class="font9"><font size="2"><br />
			</font>
			<li><font size="2">นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า สธ. มีนโยบายพัฒนาการบริการด้านแพทย์ฉุกเฉิน โดยจะเร่งรัดพัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม เพื่อลดการเสียชีวิตและความสูญเสียทั้งร่างกายและชีวิตของผู้บาดเจ็บ ซึ่งการบริการการแพทย์ฉุกเฉินก่อนถึงโรงพยาบาลเป็นสิ่งสำคัญ จำเป็นต้องมีการลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างถูกต้องเหมาะสม รวดเร็ว และทันต่อการรักษาพยาบาลโดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมที่ไม่สะดวก หรือจราจรติดขัด จึงมีแนวทางให้มีการนำเฮลิคอปเตอร์มาใช้รับส่งผู้ป่วย กรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น อุบัติภัยครั้งใหญ่ อุบัติเหตุฉุกเฉิน ไฟไหม้ รับส่งผู้ป่วยในพื้นที่ทุรกันดาน รวมทั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อส่งผู้บาดเจ็บให้ถึงมือแพทย์อย่างทันท่วงที <br />
			<br />
			โดยจะประสานไปขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเบื้องต้นได้มีการประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว และได้รับการยืนยันว่ามีเฮลิคอปเตอร์จำนวน 20 ลำ สามารถนำมาใช้ในการลำเลียงผู้บาดเจ็บกรณีฉุกเฉินได้ อย่างไรก็ตามในจำนวนนี้มีเพียง 3 ลำเท่านั้นที่มีเครื่องมือแพทย์ จึงต้องมีการหารืออีกครั้งเพื่อจัดหาเครื่องมือแพทย์มาใช้เพิ่มเติม <br />
			<br />
			แม้การใช้เฮลิคอปเตอร์ลำลียงผู้ป่วย จะมีใช้จ่ายแพง แต่ก็ถือว่าคุ่มค่า หากสามารถรักษาชีวิตหรือลดจำนวนความพิการจากการเจ็บป่วยฉุกเฉินได้ โดยเบื้องต้นจะทำเป็นเฉพาะกิจในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น โดยต่อไปอาจมีการกำหนดพื้นที่ที่ใช้เป็นฐานการบินสำหรับใช้ในส่วนของการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินโดยเฉพาะ นายมานิต กล่าว <br />
			<br />
			ด้าน นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) กล่าวว่า หากมีการนำเฮลิคอปเตอร์มาใช้ในกรณีฉุกเฉิน สพฉ.จะร่วมออกค่าใช้จ่ายครั้งละ 40,000 บาท งบประมาณจากส่วนอื่น จะมาจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) รวมทั้งหน่วยงานอื่นโดยจะมีการหารือรายละเอียดกันอีกครั้ง นอกจากนี้ยังได้เตรียมอบรมพยาบาลประจำเฮลิคอปเตอร์ จำนวน 40 คน ในการลำเลียงและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ โดยพยาบาลเหล่านี้จะกระจายประจำตามฐานทัพเฮลิคอปเตอร์ ทั่วประเทศ<br />
			</font></li></td>
		</tr>
		<tr>
			<td class="font9" align="right"><font size="2"><font color="#339999">แหล่งข่าวโดย....</font> <font color="#cc00cc">เว็บไซต์เดลินิวส์ </font><br />
			<font color="#339999">ผู้จัดทำ....</font> <font color="#cc00cc">สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข</font></font></td>
		</tr>
	
</table>
</div>
</description>
</item>

</channel>
</rss>
